การสืบทอดและการพัฒนาของ“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพอหลงฉวน——รวมถึงการคุ้มครองมรดกทางวัฒน


  

ผู้เขียน:หม่าจีหลี่

บทความมาจาก:ประกาศใน《ศึกษาวิจัยของชนชาติซีเป่ย์》ค.ศ.2013วารสารที่3

บทคัดย่อ:

ในการสืบทอดและการพัฒนาของเทศกาลแห่งชาติในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนเป็นกุญแจสำคัญในการคุ้มครองเทศกาลแห่งชาติในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน ผ่านการจัดเรียงประวัติศาสตร์ในการสืบทอดและการพัฒนาของเทศกาลแห่งชาติ สามารถสรุปรวบยอดจากบางส่วนของประสบการณ์ที่น่าพอใจได้ เพื่อใช้เป็นกระจกเงาในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน ในบทความนี้นำใช้“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวนเขตปกครองตนเองเต๋อหงให้เป็นกรณีศึกษา ผ่านการจัดเรียงและการวิเคราะห์ในในประสบการณ์การพัฒนา“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวน และชี้ให้เห็นว่าผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติ ทางรัฐบาล กลุ่มประชาสังคมและอื่นๆในการสืบทอดและการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนมีบทบาทที่สำคัญซึ่งต้องให้ความสำคัญด้วย   

ในบทความนี้นำใช้“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวนเขตปกครองตนเองเต๋อหงให้เป็นกรณีศึกษา พยายามที่จะผ่านการจัดเรียงและการวิเคราะห์ในในประสบการณ์การพัฒนา“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวน เพื่อการคุ้มครองและการสืบทอดและการพัฒนาของเทศกาลแห่งชาติในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนให้ลองพิจารณาสักนิด 

พิธีฉลองยิ่งใหญ่การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอเขตปกครองตนเองเต๋อหง

1. ความหมายสำคัญของวัฒนธรรมการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอของชนชาติจิ่งพอ

1.1 เกี่ยวกับรูปแบบการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ

“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ที่ภาษาจิ่งพอหมายถึง“ทุกคนมาเต้นรำด้วยกัน”นี่เป็นงานเทศกาลประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติจิ่งพอ โดยทั่วไปในหลังวันที่15เดือนมกราคมตามปฎิทินจันทรคติภายในเก้าวันให้เลือกเป็นวันคู่เพื่อที่จัดงานในทุกๆปี เวลาเทศกาลมากกว่า2ถึง4วัน 

“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพอ แต่เดิมมันเป็นเทศกาลประเพณีที่ร่วมรวมทางศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งในชนิดละลายในทางศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในการเฉลิมฉลอง ตามการพัฒนาของสังคม การพัฒนาค่อยๆเปลี่ยนแปลงเป็นประเภทต่างๆของ “มู่เหน่า”โดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้  1.“เซว่ยมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อครอบครัวที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางการเงิน และมีลูกหลานจํานวนมากมาย  2.“ปู้ตังมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อการชัยชนะในกรีธาทัพออกปราบ  3.“ก้งหยั่นมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อพี่น้องแยกครอบครัวแล้วตั้งครอบครัวเอง  4.“เถิงเขิ่นมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อที่อยู่อาศัยใหม่ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์  5.“คงหยันมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่องานแต่งงานของครอบครัวตระกูลผู้ดี  6.“ดาร์หยูมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อกรีธาทัพออกรบ  7.“ซีมู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่องานศพของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีชื่อเสียงเสียชีวิต  8.“จู้มู่เหน่า”จัดขึ้นเมื่อทำพิธีเซ่นไหว้พระเจ้า“มู่ไต้” ประเภทต่างๆของ “มู่เหน่า”มีเนื้อหาที่เฉพาะและรูปแบบการแสดงออก แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือขั้นตอนทั้งหมด ให้ทีมนำเต้น“เหน่าซวง”และทีมการแสดง“เหน่าปา”ประกอบเป็นทีมเต้นเพื่อแสดงให้สมบูรณ์    

1.2เกี่ยวกับต้นกำเนิด“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”

เกี่ยวกับต้นกำเนิด“มู่เหน่า”มีสามชนิดของตำนานดังต่อไปนี้:

ที่๑ มนุษย์เรียนรู้การเต้นรำมู่เหน่าจากนก และการเต้นรำมู่เหน่าของนกก็เรียนรู้จากพระอาทิตย์

ที่๒ ในสมัยโบราณชนชาติจิ่งพออาศัยอยู่ในที่ห่างไกลและสถานที่ที่สวยงาม บุคคลอาศัยอยู่ในความสุขความสงบสุขของชีวิต  แต่ในวันหนึ่งปีศาจหนึ่งที่กินเลือดของมนุษย์เข้ามา และเขาชอบกินเด็กเป็นชีวิต ยังใช้เวทมนตร์อย่างบ่อยๆ เพื่อเรียกลมเรียกฝน ทำให้น้ำท่วมนาข้าว ตั้งแต่นั้นบุคคลตกอยู่ในความทุกลำบากมาก ในเวลานั้น ผู้ชายที่ชื่อเหลยพ่านของชนชาติจิ่งพอพานำทุกคนลุกขึ้นต่อต้านกัน หลังจากผ่านการต่อสู้ที่รุนแรง ในที่สุดปีศาจถูกฆ่าตาย เพื่อประชาชนกำจัดผู้อันตราย บุคคลทุกคนดีอกดีใจอย่างมีความสุข ซึ่งจัดงานการร้องเพลงการเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองความชัยชนะ ต่อมา บุคคลเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่กำจัดปีศาจและความชั่วร้ายได้ชัยชนะ จัดกิจกรรมการร้องเพลงการเต้นรำขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกกิจกรรมการร้องเพลงการเต้นรำนี้เป็น“มู่เหน่า”   

ที่๓  ผู้สร้างคนจิ่งพอของพ่อแม่หนิงกวนวัตต์พวกเค้าบอกหนิงกวนวัตต์ว่า:“หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว คุณต้องจัดพิธีงานศพมู่เหน่า มีแต่ทำอย่างนี้ พวกเราจะสามารถเปลี่ยนเป็นแผ่นดินใหญ่ได้ แล้วคุณก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนได้ เพื่อแพร่พันธุ์ให้กับมนุษย์” ดังนั้น หนิงกวนวัตต์ยอมรับพระประสงค์ของพ่อแม่ไปเรียนการเต้นรำมู่เหน่าที่ประเทศดวงอาทิตย์ อยู่ที่ประเทศดวงอาทิตย์ ทุกคนแนะนำนกยูงที่สวยงามเป็นผู้นำเต้นรำมู่เหน่า นกยูงไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เลยพานำทุกคนเต้นรำด้วยกัน และสอนให้นักเต้นทุกคนเต้นเป็นด้วย หลังจากหนิงกวนวัตต์เสร็จสิ้นจากการศึกษาแล้ว ได้จัดงานเต้นรำมู่เหน่าบนโลกมนุษย์  เขากำหนดด้านล่างภูเขาซีมารายาซานให้เป็นสถานที่การเต้นรำ ให้เส้นสายการเต้นรำมู่เหน่าแกะสลักบนเสามู่เหน่า และกำหนดให้ผู้ที่นำการเต้นจะต้องสวมหมวกขนนกยูงด้วย&nbs[FS:Page]p;เพื่อให้ระลึกถึงพระคุณของนกยูงที่เคยสอนในการเต้นรำ ตั้งแต่นั้นมา มีงานมู่เหน่าเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งได้ถ่ายทอดต่อๆมา จนถึงตอนนี้          

พิธีฉลองยิ่งใหญ่“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”

ในช่วงเทศกาลมู่เหน่า หมู่บ้านชนชาติจิ่งพอสวมใส่เครื่องแต่งกายเทศกาล ที่มาจากทุกทิศทางเพื่อเข้าสู่สนามกว้างมู่เหน่า ที่สนามกว้างมีคนมืดฟ้ามัวดิน มีบรรยากาศอบอุ่นร่าเริงโดยไม่สูญเสียลักษณะเคร่งขรึมและโบราณและเรียบง่ายและสวยงาม มี4เสามู่เหน่ามีความยาวประมาณ4เมตรที่ตั้งในกลางสนามกว้าง เรียกว่าเป็นเสาตัวเมียและตัวผู้ 2เสาในตรงกลางเป็นหยิน(ลบ) และ2เสาภายนอกเป็นหยาง(บวก) ที่ข้างบนมีที่วาดมีลวดลายสวยงามและเป็นรูปแบบสัญลักษณ์ ในเสาด้านขวาปกติวาดด้วยดอกกะหล่ำ เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและการก้าวไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญ ด้านซ้ายปกติวาดลายสี่เหลี่ยมหลากหลาย และทาสีด้วยสีที่แตกต่างกัน หมายถึงเส้นทางการอพยพย้ายถิ่นของชนชาติจิ่งพอ ตรงกลางระหว่างสองเสา มีดยาวสองมีดสลับกัน สัญญาณที่หมายถึงชนชาติจิงพอมีความกล้าหาญมาก และมีลักษณะนิสัยที่แข็งแกร่งและมั่นคง  

มีตั้งชั้นวางสี่เหลี่ยมหนึ่งที่ด้านซ้ายของเสามู่เหน่า ชั้นบนเป็นที่นั่งเป่าเครื่องดนตรีพื้นบ้านซอนา ด้านหน้ามีแขวนกลองขนาดใหญ่หนึ่งที่มีความยาว2เมตรและฆ้องกลองขนาดใหญ่หนึ่งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง1เมตร เพื่อบรรเลงคลอเสียงในสำหรับในการเต้นรำ รอบสนามกว้างถูกล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ โดยมีความมุ่งหมายว่าเพื่อป้องกันผีป่าบุกรุกเข้าและปศุสัตว์รบกวน เมื่อเริ่มต้นการเต้นรำ เครื่องดนตรีออกเสียงพร้อมๆกัน บุคคลโดยให้สองท่านที่ได้รับเคารพนับถือและรู้จักเส้นสายการเต้นรำมู่เหน่าเป็นอย่างดีเป็น“เหน่าซวง”ผู้พานำทาง  และข้างหลังตามด้วยทีมงานที่เป้ปืนใหญ่ทองแดงและถือมีดยาว และผู้หญิงที่ถือพัดหรือผ้าสีสันตามท้าย ร้องเพลงและเต้นรำนกยูงอย่างสนุกสนาน คึกคักอย่างมีความสุข ผู้เข้าร่วมงานอย่างน้อยก็มีประมาณ100กว่าคนและอย่างมากมีหลายๆพันคน เริ่มจากเช้าถึงค่ำเพลิดเพลินไปกับการร้องเพลงและเต้นรำ ในช่วงระหว่างที่การเต้นหากรู้สึกเหนื่อยสามารถออกจากงานแล้วพักสักครู่ได้อย่างอิสระ    

การเต้นรำมู่เหน่าตามประเพณี มีเส้นสายการเดินทางที่เข้มงวดซึ่งต้องดำเนินตามเส้นสายลายดอกที่แสดงในบนเสามู่เหน่า คือเป็นกฎของการเต้นรำทั่วไป หลังจากเต้นเสร็จสองรอบ จะต้องเปลี่ยนรูปแบบทีม แบ่งออกเป็นสองทาง: ทางหนึ่งให้ผู้นำเต้นนำด้วย บางคนเต้นตามเส้นสายลายดอกเต้นไปข้างหน้า อีกทางหนึ่ง เปลี่ยนท่าการเต้นรำ การเต้นแบบอิสระ ให้ผู้นำเต้น“เหน่าปา”ที่มีการเต้นรำในระดับที่สูง ในขณะที่การเต้น ยังมีนักรบสองคู่เต้นรอบๆไปตามสนามกว้าง ในนั้นมีสองคนถือโล่ อีกสองคนถือมีด เพื่อแสดงว่าการขับไล่ผีป่า    

ความสำคัญทางวัฒนธรรม

ในอดีต กิจกรรมงานเทศกาลมู่เหน่าให้ชนชาติจิ่งพอกวนเจียเป็นฝ่ายจัดหลัก ด้วยความเข้มข้นทางศาสนา หลังจากการก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นับตั้งแต่การปฏิรูปและเปิดขึ้น เทศกาลการเต้นรำพื้นบ้านตามประเพณีนี้ได้รับการสืบทอดและการพัฒนา ทั้งในรูปแบบและเนื้อหามีส่วนขยายใหม่ ในช่วงเทศกาลไม่เพียงแต่มีการเต้นรำมู่เหน่าตามประเพณี ยังมีจัดงานการแสดงละครประเภทต่างๆ งานสัปดาห์หนังสือ แลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์พื้นเมืองและกิจกรรมอื่นๆ ตอนนี้“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ได้กลายเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีภายในชาติและแสดงให้เห็นถึงลักษณะภายนอกของชนชาติที่อุดมไปด้วย เป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำชาติของชนชาติจิ่งพอทุกคนที่ชอบกันมากๆ    

“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ในฐานะที่เป็นกิจกรรมตามประเพณีของชนชาติที่ได้มีการพัฒนาจนถึงวันนี้ ในทางศาสนาและหมวดหมู่ได้รับการปรับลดอย่างเจือจาง มันได้กลายเป็นกฎที่ตกลงกันของชนชาติจิ่งพอและได้เขียนในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองตนเองในระเบียบเทศกาลประเพณีของเขตปกครองตนเองเต๋อหง โดยเรียกว่า“จู้หยงเหวินปึ้งถ่งเขิ่นมู่เหน่า” “การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ไม่เพียงแต่บันทึกทางประวัติศาสตร์ของคนจิ่งพอ และในความเห็นพ้องต้องกันของกลุ่มชนชาติยังมีการป้องกันและอำนาจที่โดดเด่น หลังจากผ่าน“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”รูปแบบนี้ที่ซ้ำๆย้ำในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ในกลุ่มชนชาติ ทำให้ระยะทางจิตวิทยาของคนจิ่งพอที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ที่แตกต่างกันและในสาขาต่างๆที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงของแต่ละบุคคลและกลุ่มอยู่ด้วยกัน ทำให้มีเอกลักษณ์ที่สำคัญที่ระหว่างการยอมรับในชนชาติจิ่งพอกับชนชาติอื่นๆและความแตกต่าง ซึ่งทำให้กลุ่มชนชาติในชนชาติจิ่พอได้มีความเห็นพ้องต้องกัน ในฐานะที่เป็นรูปแบบพิเศษของเครื่องหมายชนชาติจิ่งพอ “การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”มีสัญลักษณ์ที่สำคัญของกลุ่มชนชาติและการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติการในกลุ่มชนชาติในชนชาติจิ่พอที่ได้มีความเห็นพ้องต้องกัน 

ในประสบการณ์การสืบทอด“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวน 

ในช่วงทุกการเก็บเกี่ยว และกรีธาทัพออกรบ และกรีธาทัพกลับด้วยชัยชนะ และการแต่งงาน และเคารพบูชาผีและกิจกรรมที่สำคัญอื่นๆ ต้องเต้นรำมู่เหน่า โดยส่วนใหญ่เป็นซานกวนและโถวหยินของชนชาติจิ่งพอจัดตั้ง ตามการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางสังคม และความหมายครอบคลุมภา[FS:Page]ยในทางวัฒนธรรมรวมถึงความหมายที่สำคัญของวัตถุประสงค์ก็มีเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง การฉลองชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และการก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐรวมถึงการดำเนินงานตามนโยบายแห่งชาติและเนื้อหาที่เป็นจริงอื่นๆ โดยได้แสดงให้เห็นถึงประเพณีการร้องเพลงและการเต้นรำใน“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”เนื่องจากการขาดข้อมูลที่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ ในช่วงต้นของการสืบทอดนี้ค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องและมีกิจกรรมการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอที่มีอิทธิพลมากขึ้น ส่วนใหญ่มีดังต่อไปนี้    

เมื่อค.ศ.1911 ที่ภูเขากวนเล่อไผเจ่าซานภูเขาน่องเชี่ยนซานของหลงฉวน เคยจัดงานการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอครั้งหนึ่ง

เมื่อค.ศ.1925 อธิการบดีเต๋อชีย่อของโรงเรียนโบสถ์ที่สอนภาษาจิ่งพอในลี่ป่านป้าพม่า จัดงานมู่เหน่าในท้องถิ่น และมีชนชาติจิ่งพอที่มาจากหลายสถานที่ในพม่า และชนชาติจิ่งพอที่อยู่ในหลงฉวน รุ่ยลี่ กึ่งหม่าและอื่นๆในประเทศจีนที่มาเข้าร่วมในงาน    

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1936 เซี่ยนน่อข่านที่รุ่ยลี่น่องเสียน เคยจัดงานมู่เหน่าในน่องเสียน เพราะว่าพวกเซี่ยนน่อข่านเปลี่ยนถือศาสนาคริสต์ และการกระทำของพวกเขาได้รับความสนับสนุนอย่างมากจากโบสถ์ที่พม่า ปาม่อและสถานที่อื่นๆ และการโฆษณาและการเผยแพร่ทั่วทุกที่ ชนชาติจิ่งพอในประเทศจีนและพม่าไปร่วมงานเยอะมาก ประมาณ3~4หมื่นคน นี้เป็นงานมู่เหน่ายิ่งใหญ่แรกในความทรงจำของชนชาติจิ่งพอหลายๆคน    

เมื่อค.ศ.1945 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ชนชาติจิ่งพอที่อาศัยอยู่ในชายแดนประเทศจีนและพม่าได้จัดงานมู่เหน่าขนาดใหญ่หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง     

จากระยะเวลาค.ศ.1935ถึง1956 ชนชาติจิ่งพอกวนจ่ง(ตระกูลผู้ดี)และหมู่บ้านไจ้โถว(เสี่ยวซานกวน)รวมถึงผู้ประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงของหลงฉวนนำพระเจ้า“มู่ไต้”เป็นเนื้อหาเคยจัดงานมู่เหน่าแบบต่างๆในพื้นที่หลงฉวน 

เมื่อค.ศ.1938~1948 ซ่างจี้เกว้ยปางเจี่ยวกวนเจีย(ตำแหน่งขุนนาง)ในหมู่บ้านหวางจี่ซู่และปางจ่างกวนเจีย(ตำแหน่งขุนนาง)ของหลงฉวนได้จัดงานกวนจ่งมู่เหน่า ในช่วงต้นปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ค.ศ.1951ได้จัดงาน(ขนาดเล็ก)ในหมู่บ้านเฮ้อะว่าไจ้  ค.ศ.1952 ซีลาซานได้จัดงานการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอที่ก่วงซานหลงฉวน    

เมื่อค.ศ.1953  ซ่างเจ่าล่าน่องน่องไจ้กวนเจีย(ตำแหน่งขุนนาง)ในหมู่บ้านชิงผิงเคยจัดงานกิจกรรมมู่เหน่าโดยนำพระเจ้า“มู่ไต้”เป็นหลัก

หลังจากการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ชนชาติจิ่งพอกวนเจียในหลงฉวนที่จัดงานมู่เหน่าครั้งสุดท้ายเป็นเมื่อมิถุนายน ค.ศ.1956จัดงานที่สือแม้วต่งพื้นที่ก่วงว่า  นี่คือมู่เหน่าสุดท้ายในกวนจ่ง ผู้จัดงานเป็นคุณผู้หญิงเล่อไผหนานพ่าของสือแม้วต่งกวนเจีย   

ที่ได้รับผลกระทบจาก “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม ”ในระหว่างค.ศ. 1966 ถึงค.ศ.1976ทั้งเวลาสิบปี ซึ่งหยุดจัดงาน“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ในประเทศ 

เมื่อค.ศ.1979 ที่หมู่บ้านเปิงต่งชนบทจีน่าอำเภอหยิงเจียงเขตปกครองตนเองเต๋อหงมีประชาชนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดกิจกรรม“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ด้วยตัวเอง

เมื่อวันที่14ถึง15เดือนมกราคมตามปฎิทินจันทรคติ ค.ศ.1980ที่สนามกีฬาโรงเรียนมัธยมในเมืองของอำเภอหลงฉวนจัดงานทางวัฒนธรรม“จู้หยงเหวินปึ้งถ่งเขิ่นมู่เหน่า”ขนาดใหญ่ของชนชาติจิ่งพอเป็นครั้งแรกในอำเภอหลงฉวน นี่เป็นงานลองมู่เหน่าของชนชาติจิ่งพอที่สนุกครึกครื้นที่สุดในประวัติศาสตร์ที่อำเภอหลงฉวน

เมื่อค.ศ.1980ถึง1982 การจัดงานการเต้นรำมู่เหน่าได้ผ่านความสำเร็จสามครั้งและการจัดงานการเต้นรำมู่เหน่าลู่ซีซีซานได้ผ่านความสำเร็จไปด้วย

เมื่อค.ศ.1983ได้ผ่านการอภิปรายของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนประชาชนเขตปกครองตนเองชนชาติไต่ชนชาติจิ่งพอเต๋อหง ให้“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”เป็นเทศกาลแห่งชาติตามกฎหมายในเขตปกครองตนเองเต๋อหง และกำหนดเวลาเป็นเมื่อวันที่15ถึง16เดือนมกราคมตามปฎิทินจันทรคติในทุกๆปี       

เริ่มจากค.ศ.1986ในอำเภอให้จัดงานที่ลานกว้างการเต้นรำมู่เหน่าเผิงเซิงอย่างมาตลอดจนถึงวันนี้ 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ค.ศ.2002 รัฐบาลของอำเภอหลงฉวนจัดงาน“เทศกาลการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอของชนชาติจิ่งพอแรกในประเทศจีน”ได้ผ่านความสำเร็จ และมีเครื่องหมายว่าหลงฉวนได้สร้างการเริ่มต้น“หมู่บ้านการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอของประเทศจีน”

เมื่อวันที่20เดือนพฤษภาคม ค.ศ.2006  “การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ได้รับการอนุมัติโดยสภาแห่งรัฐให้รวมอยู่ในชุดแรกของมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนของระดับประเทศ 

ปัจจัยที่โดดเด่นในการสืบทอดและการพัฒนาของ“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”

“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ของชนชาติจิ่งพอโดยต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนจิ่งพอมากมายที่มาเข้าร่วมในงาน แต่ในความเป็นจริงบทบาทผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติ และทางรัฐบาล และกลุ่มประชาสังคมทั้งสามฝ่ายควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ   

ผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติ

ผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติหมายถึงผู้ที่อยู่ในสถานะของทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และตำแหน่งทางการเมือง และระดับของวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม และชุมชนที่ชื่อเสียง และผู้ที่ความสามารถในการทำหน้าที่และด้านอื่นๆมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ มีความสามารถในการตระหนักรู้ในตนเองและความรู้สึกของการมีส่วนร่วม และผู้ที่มีผลกระทบต่อ[FS:Page]การพัฒนาหรือมีบทบาทในการส่งเสริมในประชาชนนี้ ตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติก็เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่แห่งชาติ วัฒนธรรมพื้นบ้านแห่งชาติ ในพื้นดินพื้นบ้านแห่งชาติได้สืบทอดตลอดมา และการนวัตกรรมและการพัฒนา ส่วนพวกผู้ยอดเยี่ยมที่เขตชุมชนประเทศชาติในด้านการสืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้านแห่งชาติและการพัฒนาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม       

หน่วยงานรัฐบาล

จากการฟื้นคืนใน“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ชนชาติจิ่งพอของมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน และการสืบทอดและการพัฒนาสามารถแสดงให้เห็นถึง ตำแหน่งและบทบาทของรัฐบาลในกระบวนการของการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนเป็นสำคัญมาก บทบาทที่โดดเด่นก็คือรัฐบาลเป็นสถาบันที่มีอำนาจแห่งชาติ และมีหน้าที่ทางวัฒนธรรม และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในสังคมนิยม ไม่เพียงแต่ให้ความช่วยเหลือจากวัตถุและทรัพยากรทางการเงิน และยังสามารถให้การสนับสนุนในทรัพยากรมนุษย์  หากออกจากการคุ้มครองของทางรัฐบาล การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนก็จะไม่สามารถไปได้อย่างราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อยตามปกติได้   

กลุ่มสังคม

กลุ่มสังคมในฐานะที่เป็นองค์กรสำคัญในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องให้ความสำคัญด้วย กลุ่มสังคมอยู่ในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน และการสืบทอดและการพัฒนาโดยผ่านกลุ่มการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถมีผลกระทบถึงทางสังคมขนาดใหญ่ในการคุ้มครองและการสืบทอดของมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน    

ในประสบการณ์การสืบทอดและการพัฒนาของการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอของชนชาติจิ่งพอ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมของบุคคลทีมีชื่อเสียงของชนชาติจิ่งพอมีบทบาทสำคัญต่อการสืบทอดและการพัฒนาในการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ สถาบันวรรณกรรมของชนชาติจิ่งพอประเทศจีน(ก่อตั้งขึ้นในสิงหาคม ค.ศ.1988)และสมาคมการพัฒนาวัฒนธรรมของชนชาติจิ่งพออำเภอหลงฉวนเขตปกครองตนเองเต๋อหง(ก่อตั้งขึ้นในพฤศจิกายน ค.ศ.1990)และสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะของชนชาติจิ่งพออำเภอหยิงเจียงเขตปกครองตนเองเต๋อหง(ก่อตั้งขึ้นในพฤษภาคม ค.ศ.1992)และสมาคม“เหวินปึ้ง”ของชนชาติจิ่งพอเมืองรุ่ยลี่เขตปกครองตนเองเต๋อหง(ก่อตั้งขึ้นในพฤศจิกายน ค.ศ.1997)และกลุ่มประชาสังคมอื่นๆ ได้การสืบทอด และการจัดระเบียบ และการคุ้มครอง และการขุดขุดค้นและการพัฒนาของวัฒนธรรมประเพณีที่ยอดเยี่ยมในชนชาติจิ่งพอ การเสริมสร้างทางวัฒนธรรมของชนชาติจิ่งพอเพื่อการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญเพื่อทำให้คนทั่วไปเข้าใจวัฒนธรรมของชนชาติจิ่งพอและด้านอื่นๆ     

การพิจารณา

เมื่อประเทศชนชาติได้กลายเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดในสมัยใหม่ภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนาสังคม ให้ความเคารพในวัฒนธรรมประเพณีของชนกลุ่มน้อย และการเสริมสร้างความสามัคคีในชาติคือการคุ้มครองที่แท้จริงในมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน และความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมที่หลากหลาย และความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นเส้นทางการพัฒนาร่วมกันของชนชาติต่างๆ  

จากค.ศ.1958 ถึงสิ้นสุดของ“"การปฏิวัติวัฒนธรรม”ในประเทศไม่เคยจัดงานการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอสักครั้ง สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ไม่เอื้อต่อการสืบทอดและการพัฒนาในเทศกาลวัฒนธรรมแห่งชาติ ยังมีผลไม่ดีต่อกับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ในช่วงเวลานี้ได้เกิดการมีส่วนชนชาติจิ่งพอในประเทศแอบข้ามพรมแดนไปยังประเทศพม่าเพื่อที่เข้าร่วมในงานการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอที่จัดขึ้นจากชนชาติจิ่งพอต่างประเทศ เมื่อค.ศ.1978ชนชาติจิ่งพอเริ่มฟื้นคืนกิจกรรมการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ ไม่มีบุคคลที่มีความสามารถที่แกะสลักรูปแบบ“มู่เหน่าซี่ต้ง”ได้ ซึ่งกลุ่มผู้นำการปฏิรูปมู่เหน่าของอำเภอหลงฉวนส่งคนไปเรียนในพม่า    

ตามการฟื้นคืนการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอในประเทศ ระหว่างจิ่งพอและคะฉิ่นประเทศจีนและพม่าเมื่อที่จัดงานการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอมีการขอเชิญเข้าร่วมซึ่งกันและกันและการแลกเปลี่ยนความอวยพร  ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งการสืบทอดและการพัฒนาเทศกาลวัฒนธรรมการเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอทั้งสองฝ่าย การเข้าออกข้ามพรมแดนสำหรับ“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”มีความสามารถในส่งเสริมกันละกัน สืบทอดทางวัฒนธรรม ยังได้เพิ่มการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังทำให้ชายแดนมั่นคงได้ ในฐานะที่เป็นกรณีพิเศษ การวิเคราะห์และการพิจารณาในการสืบทอดและการพัฒนาของ“การเต้นรำมู่เหน่าจว้งเกอ”ชนชาติจิ่งพอ อาจจะไม่ได้มีความหมายสำคัญทั่วไป แต่ความหมายของมันคือการเปิดเผยที่ชัดเจนมาก เทศกาลแห่งชาติไม่เพียงแต่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน นอกจากนี้เกี่ยวกับความมั่นคงและการพัฒนาของประเทศ 

คำแนะนำของผู้เขียน:หม่าจีหลี่ เป็นรองศาสตราจารย์ เรียนที่มหาวิทยาลัยชนชาติตะวันตกเฉียงใต้เรียนวิชาประวัติศาสตร์และอาชีพทางศาสนา ได้รับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์และมหาบัณฑิตสาขาวิชาปรัชญา  ตอนนี้ทำงานในสถาบันวัฒนธรรมทางศาสนาวิทยาลัยชนชาติศึกษาในมหาวิทยาลัยยูนนาน เป็นนักวิจัยในการทฤษฎีทางศาสนาคณะกรรมการแนวร่วมกรมทำงานในมณฑลยูนนาน และการวิจัยนโยบายสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมของมณฑลยูนนาน เป็นรองนักวิจัยของศูนย์วิจัยชนกลุ่มน้อยที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ในมหาวิทยาลัยยูนนาน ส่วนใหญ่ทำงานการศึกษาวัฒนธรรมทางศาสนาของชนกลุ่มน้อยทางตะวันตกเฉียงใต้และการสร้างชุมชนของชนกลุ่มน้อยกับการศึกษาการส่งเสริ[FS:Page]มความสามารถ อาจารย์ที่สอนทางศาสนาและนักมหาบัณฑิต